ครูมีความสัมพันธ์ด้านการสอนและการประเมินกับผู้เรียน จึงควรวางแผนให้การเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการวิจัยไม่กลายเป็นแรงกดดัน และไม่กระทบต่อการเรียนหรือการประเมิน คู่มือนี้ใช้แนวทางจริยธรรมวิจัยทางการศึกษาเป็นกรอบช่วยคิด โดยต้องตรวจข้อกำหนดของสถานศึกษา หน่วยงาน และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับงานของตนเสมอ
ก่อนเก็บข้อมูล
- บอกให้เข้าใจง่าย: อธิบายวัตถุประสงค์ กิจกรรมที่ขอให้ทำ ชนิดข้อมูล ผู้ที่จะเข้าถึงข้อมูล วิธีรายงานผล และระยะเวลาจัดเก็บ
- แยกการเรียนปกติออกจากการใช้ข้อมูลเพื่อวิจัย: อธิบายว่าข้อมูลหรือกิจกรรมใดเป็นส่วนของการเรียน และส่วนใดจะนำมาใช้ศึกษาเพิ่มเติม
- ให้ตัดสินใจได้อย่างอิสระ: อธิบายวิธีปฏิเสธหรือถอนตัว และยืนยันว่าไม่ส่งผลต่อคะแนนหรือความสัมพันธ์ในการเรียน ควรพิจารณาให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้ให้คะแนนช่วยอธิบายหรือรับความยินยอมเมื่อทำได้
- คำนึงถึงอายุและความเข้าใจ: ใช้ภาษาและแบบเอกสารที่เหมาะกับวัย พิจารณาความเห็นชอบของผู้เรียน (assent) และความยินยอมจากผู้ปกครองหรือผู้รับผิดชอบตามข้อกำหนดในบริบทนั้น
- ขออนุญาตให้ครบ: ตรวจขั้นตอนอนุญาตจากผู้บริหารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอการพิจารณาจริยธรรมจากคณะกรรมการเมื่อข้อกำหนดกำหนดไว้
ระหว่างและหลังเก็บข้อมูล
- เก็บเฉพาะข้อมูลที่ตอบคำถามวิจัย ใช้รหัสแทนชื่อ และจำกัดผู้เข้าถึงไฟล์ต้นฉบับ
- ระวังข้อมูลแวดล้อมที่อาจบอกตัวบุคคลได้ แม้ลบชื่อแล้ว เช่น ชั้นเรียน เหตุการณ์เฉพาะ หรือข้อความอ้างคำพูด
- วางแผนการเก็บรักษา การลบ และการใช้ข้อมูลต่อไว้ตั้งแต่ต้น แล้วทำตามสิ่งที่แจ้งแก่ผู้เข้าร่วมและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- หากพบว่ากิจกรรมหรือการเผยแพร่ผลอาจทำให้ผู้เรียนเสียหายหรือกดดัน ให้หยุดทบทวนและหาทางลดความเสี่ยงก่อนดำเนินต่อ
- สรุปผลด้วยถ้อยคำที่เคารพผู้เรียน และหลีกเลี่ยงรายละเอียดที่ทำให้ระบุตัวได้
คำถามตรวจตนเองสำหรับครูผู้วิจัย
- ผู้เรียนเข้าใจหรือไม่ว่าจะเกิดอะไรกับข้อมูลและคำพูดของตน
- ผู้เรียนปฏิเสธได้จริงหรือไม่ เมื่อครูเป็นผู้สอนหรือผู้ประเมิน
- หากผู้เรียนไม่เข้าร่วม จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในชั้นเรียนหรือไม่
- ใครเข้าถึงข้อมูลระบุตัวตนได้ และจะลบข้อมูลเมื่อใด
- มีขั้นตอนอนุญาตหรือพิจารณาจริยธรรมใดที่ต้องทำก่อนเก็บข้อมูลหรือไม่